อานิสงส์บุญ ที่เก ิດหลังการสวดมนต์

อานิสงส์บุญ ที่เก ิດหลังการสวดมนต์

ผู้ถาม“หลวงพ่อคะ สวดมนต์แบบในใจ กับ สวดมนต์แบบออกเ สี ยง อานิสงส์เท่ากันไหมคะ?” หลวงพ่อ“ไม่เท่าหรอก เพราะมันเຫนื่อยไม่เท่ากันอานิสงส์ ถ้าแปลตามความหมายแปลว่า ผลที่จะพึงได้รับ

ลีลาการสวดมนต์ในใจก็ไม่แน่ สุดแท้แต่คน บางคนนึกในใจ จิตเขาฟุ้งซ่าน ใช่ไหมบางคนออกเ สี ยงเຫนื่อยเกินไป ในใจดีกว่า ก็รวมความว่า สุดแล้วแต่

ทำอ ย่ างไหนจิตจะมีสมาธิดีกว่ากัน บางคนนึกในใจไม่ได้หรอก จิตฟุ้งซ่าน ต้องว่าออกเ สี ยงดังๆ ถ้าอ ย่ างหลวงพ่อออกเ สี ยงดังไม่ดี นึกในใจดีกว่า ก็สุดแล้วแต่คนนี่ ผลก็ต้องอยู่ที่ว่าคนใดจิตมีสมาธิดีกว่า และสวดมนต์ได้ดีกว่ากัน ต้องถือตามนั้นนะ

การสวดมนต์มีอานิสงส์ใหญ่ สวดน้อยก็มีอานิสงส์ใหญ่ อานิสงส์ใหญ่จริงๆ อยู่ที่เจตนา จิตมีความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์จริงและเวลาสวด สวดด้วยความเคารพจริง ถึงสวดน้อยก็มีอานิสงส์ใหญ่ ถ้าสวดว่าเรื่อยเปื่อยไปไม่ได้ตั้งใจ ว่าส่งเดช อ ย่ างนี้ว่ามากก็มีอานิสงส์น้อยทีนี้ถ้าจะถามว่า สวดมนต์ กับ ภาวนา อ ย่ างไหนจะมีอานิสงส์มากกว่ากัน?

ถ้า สวดมนต์ อ ย่ างเก่งก็แค่อุปจารสมาธิ ถ้า ภาวนา สั้นๆ จิตเป็นฌานได้ ต่างกัน ทีนี้ถ้าคนภาวนาส่งเดชก็ไม่เป็นเรื่องเหมือนกันแต่ภาวนาส่งเดชก็ดีกว่าไม่ภาวนาเลย ใช่ไหม”ชอบสวดมนต์ผู้ถาม “หลวงพ่อเจ้าขา คนที่ชอบสวดมนต์ แต่ไม่เคยเจริญพระก ร ร มฐานเลย แต่อธิษฐานว่า ต า ยเมื่อไรขอไปนิพพานทันที

อ ย่ างนี้เขาจะไปได้หรือเปล่าเจ้าคะ?”หลวงพ่อ “ถ้าเขากำลังใจดี เขาไปได้นะ ถ้านั่งสวดมนต์ก็ก ร ร มฐานนี่ สวดมนต์อ ย่ างต ่ำเป็นอุปจารสมาธินะ
ถ้าจิตไม่เป็นสมาธิเราสวดไม่ได้ ก ร ร มฐานไม่ใช่ว่าต้องนั่งหลับตาเสมอไปที่เขาอธิษฐานจิตว่า ถ้าเขาต้องการไปนิพพานชาตินี้ การสวดมนต์ถือว่าเป็นสมถภาวนาด้วยนะ ถ้าเขาเก ิດมีปัญญา

คิดว่าการเก ิດเป็นทุ ก ข์ ความแก่เป็นทุ ก ข์ ความเจ็ บไข้ไม่สบายก็ทุ ก ข์ ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจก็ทุ ก ข์ ความต า ยก็ทุ ก ข์ความทุ ก ข์อ ย่ างนี้ไม่ต้องการมีต่อไปอีกในชาติต่อไป อ ย่ างนี้ต า ยแล้วไปนิพพานได้แน่ ปัญญาถึง”วิ่งสวดมนต์

ผู้ถาม “เวลาประมาณตี ๕ ลูกได้ออกมาวิ่งออกกำลังกาย ในขณะที่วิ่งลูกก็สวดมนต์ไปด้วย ตัดขันธ์ ๕ ไปด้วย มาวันหนึ่งคิดว่าทำไปทำมา เอสติจะเ สี ยหรือเปล่า ชักไม่ไว้ใจตัวเอง”หลวงพ่อ “เขาทำถูกแล้วไม่เ สี ย นั่นสติดี นั่นดีมากจริงๆ แบบจงกรม เขาวิ่งนี่ฉันเคยใช้นะ ใช้ก็สะดวกดี เมื่อก่อนก็เดิน เดินช้าหน่อย

ต่อมาก็เร็ว หนักๆ เข้าในป่าไผ่ ล่อกันครึ่บๆ วิ่งวิ่งแบบกวดหมานะ วิ่งกวดวัวแต่หนีหมา ปรากฏว่ามีท่านผู้เฒ่าท่านหนึ่งย่องแอบไปเห็นเข้า ก็ฟ้องหลวงพ่อปาน “พระ ๓ องค์ วิ่งกันพรึ่บๆ ไม่เป็นพระเป็นเจ้า”หลวงพ่อปานเลยสวดเอาว่า เขาทำในป่าแล้วเสือกเห็นทำไมท่านบอกว่าปากหมา นั่นเขาทำก ร ร มฐานกัน

สังเกตไหมเขาวิ่งเขาไม่ได้วิ่งส่งเดช เขาวิ่งภาวนาไปด้วยนี่เหมาะสำหรับพระที่ไปธุดงค์หรือคนเดินป่า เพราะอะไรรู้ไหมเวลาเสือกวดเรา เราวิ่งหนีเป็นตัวคุมสติให้อยู่ นี่ทำถูกต้องแล้วนะสังเกตไหมแค่จงกรมธรรมดา สมาธิยังไม่เสื่อมเลย ต้องถือว่าเก่งมาก น่าจะฝึกอภิญญา”

ผู้ถาม “อ ย่ างนี้ฝึกได้จริงๆหรือครับ?”หลวงพ่อ “ฝึกได้ จะได้หรือไม่ได้ไม่รู้ เอางี้ซิ ว่างๆ ก็ตั้งเวลาไว้โก้ๆ สัก ๑ ช ั่วโมง นั่งบ้าง นอนบ้าง ภาวนาว่า สัมปจิตฉามิ เป็นอภิญญาตรง”